เครื่องปรุง
ปลากะพงหรือปลาเก๋าหั่นเป็นชิ้น 2 ขีด
เต้าซี่ล้างน้ำให้สะอาด 2 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหอมแห้งแช่น้ำหั่นเป็นชิ้นยาวหรือสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 3 ดอก
เต้าหู้แข็งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/4 ถ้วย
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำแช่เห็ดหอม 1/4 ถ้วย
น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ 1 เม็ด
ต้นหอมหั่นเป็นท่อนสั้น 1/2 ถ้วย
น้ำมันสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. ล้างปลาให้สะอาดใส่จาน นึ่งในลักถึงให้สุก
2. เจียวกระเทียมในน้ำมันให้เหลือง ใส่เต้าซี่ลงผัดพอหอม ใส่เต้าหู้ เห็ดหอมลงไปพร้อมซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายแดง และน้ำเปล่า
ผัดพอสุก ใส่พริกชี้ฟ้าและต้นหอม คนพอเข้ากัน ตักราดบนปลาซึ่งนึ่งสุกพอดี เสิร์ฟร้อนๆ
คุณประโยชน์
เต้าซี่เป็นถั่วเหลืองพันธุ์ดำ ซึ่งมีวิธีการหมักเฉพาะตัว จะมีกลิ่นและรสแตกต่างไปจากเต้าเจี้ยว
นำเต้าซี่มาใช้เป็สส่วนผสมในจากนี้ ซี่งเป็นเมนูสุขภาพเกือบเต็มร้อย เพราะมีปลาเป็นหลัก มีเต้าหู้กับเต้าซี่เป็นส่วนประกอบ
รสชาติค่อนข้างออกไปทางอาหารจีนบนเหลา ได้โปรตีนจากปลา จากเต้าหู้ และจากเต้าซี่
เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี มีประโยชน์ทั้งจาน
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ยำใบบัวบก

วิธีทำ 1. ผสมหมู กุ้ง กับน้ำยำเข้าด้วยกัน ใส่ใบบัวบกเคล้าเบาๆ 2.ใส่ถั่วลืสงเคล้าพอเข้ากัน ตักใส่จาน
3.โรยด้วยพริกชี้ฟ้าแดงหั่นฝอย หอมเจียว
เครื่องปรุง
ใบบัวบกล้างหั่นฝอย 1 1/2 ถ้วย (200 กรัม)เนื้อกุ้งนึ่งหั่นบางๆ 1/4 ถ้วย (50 กรัม)ถั่วลิสงคั่วโขลกพอแตก 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)หอมแดงเจียว 2 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม)เนื้อหมูนึ่งหั่นบางๆ 1/4 ถ้วย (50 กรัม)มะพร้าวขูดคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)พริกชี้ฟ้าแดงหั่นฝอย 1 เม็ดเล็ก (5 กรัม)
น้ำปรุงน้ำยำ
พริกแห้งเผาหรือคั่วโขลกละเอียด2 ช้อนชา (10 กรัม)กระเทียมเผาหรือคั่วโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)น้ำตาลปีบ 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
คุณค่าทางโภชนาการ (สำหรับ 1 คน)
พลังงาน 107.06 กิโลแคลอรีคาร์โบไฮเดรต 9.49 กรัมโปรตีน 7.13 กรัมแคลเซียม 87.81 มิลลิกรัมไขมัน 4.81 กรัมฟอสฟอรัส 98.66 มิลลิกรัม
คุณค่าทางยาและสมุนไพร
แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ขับปัสสาวะ
คุณค่าทางภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรม
ใบบัวบกมีรสเผ็ด ขม และมัน เมื่อมาผสมกับน้ำยำ 4 รส ทำให้รสชาติของใบบัวบกดีขึ้น
สลัดน้ำใส
ส่วนประกอบ
เห็ดหอมสด มะเขือเทศสีดาผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ขนมปังกรอบ
เครื่องปรุงน้ำสลัด
น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี พริกไทยดำป่น น้ำมันมะกอกเล็กน้อย
วิธีทำ1. ผสมเครื่องปรุงน้ำสลัดทั้งหมดเข้าด้วยกัน ชิมรสตามชอบ ยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็น ยกขึ้นตั้งไฟพอให้น้ำตาลละลาย 2. เวลารับประทานตักน้ำสลัดคลุกเคล้ากับผักสดตามชอบ เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค มะเขือเทศสีดาและเห็ดหอมสดซึ่งลวกน้ำร้อน หรือผัดน้ำมันมะกอกพอสุก โรยหน้าด้วยขนมปังกรอบ
คุณค่าและสารอาหาร
สลัดจานนี้แม้จะดูเป็นอาหารเบาๆท้อง แต่คุณค่าอาหารเพียบพร้อมเชียวนะ เริ่มตั้งแต่
ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค และมะเขือเทศสีดาที่อุดมด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ไกลจากโรคมะเร็งและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และบำรุงสายตา และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
เห็ดหอมสด ซึ่งแคลอรี่น้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยลดความดันเลือด และซิลิเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็งอีกด้วย
น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยให้สลัดจานนี้มีกลิ่นรสชวนกินแล้ว ที่สำคัญยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากที่สุด (77 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว และเป็นแหล่งพลังงานที่ดีพอๆกับไขมันอิ่มตัว เรียกว่าให้พลังงานเต็มที่แต่ไม่ทำร้ายหัวใจคนกิน
เห็ดหอมสด มะเขือเทศสีดาผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ขนมปังกรอบ
เครื่องปรุงน้ำสลัด
น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี พริกไทยดำป่น น้ำมันมะกอกเล็กน้อย

วิธีทำ1. ผสมเครื่องปรุงน้ำสลัดทั้งหมดเข้าด้วยกัน ชิมรสตามชอบ ยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็น ยกขึ้นตั้งไฟพอให้น้ำตาลละลาย 2. เวลารับประทานตักน้ำสลัดคลุกเคล้ากับผักสดตามชอบ เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค มะเขือเทศสีดาและเห็ดหอมสดซึ่งลวกน้ำร้อน หรือผัดน้ำมันมะกอกพอสุก โรยหน้าด้วยขนมปังกรอบ
คุณค่าและสารอาหาร
สลัดจานนี้แม้จะดูเป็นอาหารเบาๆท้อง แต่คุณค่าอาหารเพียบพร้อมเชียวนะ เริ่มตั้งแต่
ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค และมะเขือเทศสีดาที่อุดมด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ไกลจากโรคมะเร็งและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และบำรุงสายตา และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
เห็ดหอมสด ซึ่งแคลอรี่น้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยลดความดันเลือด และซิลิเนียมที่เป็นสารต้านมะเร็งอีกด้วย
น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยให้สลัดจานนี้มีกลิ่นรสชวนกินแล้ว ที่สำคัญยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากที่สุด (77 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว และเป็นแหล่งพลังงานที่ดีพอๆกับไขมันอิ่มตัว เรียกว่าให้พลังงานเต็มที่แต่ไม่ทำร้ายหัวใจคนกิน
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว สาวๆ ต้องดูแลสุขภาพนะคะ หลักง่ายๆ ของการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปคือ ต้องดูแลร่างกายให้ ได้รับความอบอุ่น เริ่มกันตั้งแต่การรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม การทำความสะอาดร่างกาย ตลอดจนการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ซึ่ง WP มีคำแนะนำดีๆ มาฝากค่ะ
+ ฤดูหนาวรับประทานอะไรดีสำหรับการรับประทานอาหารในช่วงฤดูหนาว สาวๆ อย่างเราควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อนและปรุงเสร็จใหม่ๆ ควรมีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย และรสเผ็ด เช่น แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า สะเดาน้ำปลาหวาน และน้ำพริก เพราะธรรมชาติจะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพรในฤดูต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ในฤดูหนาว มักจะมีสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สะเดา ซึ่งมีรสขม เมื่อกินแล้วจะช่วยแก้ไข้ ทำให้เจริญอาหาร ขี้เหล็กมีสรรพคุณช่วยระบาย ดอกแคแก้ไข้หัวลม ซึ่งสาว WP ควรเลือกรับประทานผักพื้นบ้านที่มีอยู่ตามฤดูกาล ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในช่วงหน้าหนาวนี้ ควรจะเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย+ หน้าหนาวควรดูแลร่างกายอย่างไรด้วยอากาศที่หนาวเย็น เราควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่หนา แต่บางครั้งการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศที่ลดลง ก็จะเพิ่มให้ผิวแห้งแตกและคันได้ง่าย ดังนั้น สาวๆ ควรจะดูแลร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้เป็นพิเศษ โดยสามารถนำเอาสมุนไพรพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้ดูแลผิวพรรณ อย่าง น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาว และผิวมะกรูด สมุนไพรดูแลผิวพรรณ+ น้ำมันงา นำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวตอนเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน+ ขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันและช่วยลดอาการผดผื่นตามผิวหนัง เพียงนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นำมาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ + ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิว ให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะนาวที่ใช้แล้ว ส่วนบริเวณผิวด้านนอกของมะนาว มาทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการคันได้+ การดูแลสุขภาพด้วยการอาบสมุนไพรการอาบน้ำอุ่นในฤดูหนาวจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่มักจะเป็นหวัด คัดจมูก และคันตามผิวหนัง ซึ่งหากนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน มาต้มอาบแทนน้ำเปล่า ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี สมุนไพร ที่หาได้ง่าย ที่ควรนำมาต้มมีดังนี้• ยอดผักบุ้ง จำนวน 5 ยอด ใช้รักษาอาการคัน• ใบมะกรูด จำนวน 3-5 ใบ แก้วิงเวียน ช่วยให้หายใจสบาย• ใบมะขาม/ใบส้มป่อย 1 กำมือ แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังสะอาด• ต้นตะไคร้ จำนวน 3 ต้น บำรุงธาตุไฟ • หัวไพล จำนวน 2-3 หัว ลดอาการอักเสบ ปวด บวม• ใบหนาด จำนวน 3-5 ใบ ช่วยบำรุง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลือง• หัวขมิ้นชัน จำนวน 2-3 หัว ช่วยสมานแผล แก้คันตามผิวหนัง• การบูร จำนวน 15 กรัม ช่วยบำรุงหัวใจ • หัวหอมแดง จำนวน 3-5 หัว แก้หวัดคัดจมูกเพียงนำสมุนไพรทั้งหมดมาต้มรวมกัน ผสมน้ำเย็นให้พออุ่น แล้วนำมาอาบ สรรพคุณของสมุนไพรก็จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการคันตามผิวหนัง ช่วยให้หายใจโล่ง แค่นี้สาวๆ ก็จะรู้สึกสบายตัว ไม่ต้องกังวลกับฤดูหนาวแล้วค่ะ
+ ฤดูหนาวรับประทานอะไรดีสำหรับการรับประทานอาหารในช่วงฤดูหนาว สาวๆ อย่างเราควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อนและปรุงเสร็จใหม่ๆ ควรมีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย และรสเผ็ด เช่น แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า สะเดาน้ำปลาหวาน และน้ำพริก เพราะธรรมชาติจะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพรในฤดูต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ในฤดูหนาว มักจะมีสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สะเดา ซึ่งมีรสขม เมื่อกินแล้วจะช่วยแก้ไข้ ทำให้เจริญอาหาร ขี้เหล็กมีสรรพคุณช่วยระบาย ดอกแคแก้ไข้หัวลม ซึ่งสาว WP ควรเลือกรับประทานผักพื้นบ้านที่มีอยู่ตามฤดูกาล ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในช่วงหน้าหนาวนี้ ควรจะเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย+ หน้าหนาวควรดูแลร่างกายอย่างไรด้วยอากาศที่หนาวเย็น เราควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่หนา แต่บางครั้งการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศที่ลดลง ก็จะเพิ่มให้ผิวแห้งแตกและคันได้ง่าย ดังนั้น สาวๆ ควรจะดูแลร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้เป็นพิเศษ โดยสามารถนำเอาสมุนไพรพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้ดูแลผิวพรรณ อย่าง น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาว และผิวมะกรูด สมุนไพรดูแลผิวพรรณ+ น้ำมันงา นำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวตอนเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน+ ขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันและช่วยลดอาการผดผื่นตามผิวหนัง เพียงนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นำมาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ + ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิว ให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะนาวที่ใช้แล้ว ส่วนบริเวณผิวด้านนอกของมะนาว มาทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการคันได้+ การดูแลสุขภาพด้วยการอาบสมุนไพรการอาบน้ำอุ่นในฤดูหนาวจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่มักจะเป็นหวัด คัดจมูก และคันตามผิวหนัง ซึ่งหากนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน มาต้มอาบแทนน้ำเปล่า ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี สมุนไพร ที่หาได้ง่าย ที่ควรนำมาต้มมีดังนี้• ยอดผักบุ้ง จำนวน 5 ยอด ใช้รักษาอาการคัน• ใบมะกรูด จำนวน 3-5 ใบ แก้วิงเวียน ช่วยให้หายใจสบาย• ใบมะขาม/ใบส้มป่อย 1 กำมือ แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังสะอาด• ต้นตะไคร้ จำนวน 3 ต้น บำรุงธาตุไฟ • หัวไพล จำนวน 2-3 หัว ลดอาการอักเสบ ปวด บวม• ใบหนาด จำนวน 3-5 ใบ ช่วยบำรุง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลือง• หัวขมิ้นชัน จำนวน 2-3 หัว ช่วยสมานแผล แก้คันตามผิวหนัง• การบูร จำนวน 15 กรัม ช่วยบำรุงหัวใจ • หัวหอมแดง จำนวน 3-5 หัว แก้หวัดคัดจมูกเพียงนำสมุนไพรทั้งหมดมาต้มรวมกัน ผสมน้ำเย็นให้พออุ่น แล้วนำมาอาบ สรรพคุณของสมุนไพรก็จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการคันตามผิวหนัง ช่วยให้หายใจโล่ง แค่นี้สาวๆ ก็จะรู้สึกสบายตัว ไม่ต้องกังวลกับฤดูหนาวแล้วค่ะ
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551
Phu Kradueng National Park
ด้วยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ทำการพัฒนา ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ของอุทยานแห่งชาติต่างๆ ไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยวในหลายด้าน เช่น ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ถนนทางเดินเท้าสู่แหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร บ้านพัก ห้องน้ำ ห้องสุขา และมาตรการคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัยตลอดจนได้มีมาตรการการใช้บัตรค่าบริการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติได้ทุกแห่งภายในวันเดียวกันโดยการชำระค่าบริการผ่านเข้าเพียงครั้งเดียว และมีอุทยานแห่งชาติที่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ หลายแห่งที่กำลังพัฒนาปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบริการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน สำหรับแหล่งที่ได้รับการพัฒนาแล้วก็มีความจำเป็นต้องบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเหมาะสมจึงเห็นสมควรกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับบุคคลชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเสียใหม่อาศัยอำนาจตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าไปดำเนินกิจการท่องเที่ยวและที่พักอาศัยในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2547 หมวด 1 ข้อ 6 กรอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงออกประกาศไว้ดังนี้ข้อ 1 ให้กำหนดอัตราค่าบริการสำหรับบุคคลชาวไทยและชาวต่างประเทศที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติ ตามบัญชีท้ายประกาศนี้ข้อ 2 ให้ยกเลิกอัตราค่าบริการสำหรับบุคคลชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ประกาศกำหนดไว้ในประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2547 และให้ใช้ประกาศนี้แทนข้อ 3 สำหรับบัตรค่าบริการที่ได้จัดพิมพ์โดยกองสลากแห่งชาติ และยังคงมีเหลืออยู่ให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าบัตรจะหมด โดยสามารถนำบัตรค่าบริการหลายราคามารวมกันหลายใบเพื่อเป็นหลักฐานให้นักท่องเที่ยว—ช่วงนี้หน้าฝนเป็นช่วงฤดูกาลปิดการท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติภูกระดึงตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน แต่กิจกรรมภายในอุทยานแห่งชาติภูกระดึงของเรา ก็มีน้องๆ นักเรียน นักศึกษา มาเข้าค่ายอนุรักษ์ ทรัพยากรกันเป็นประจำค่ะ

สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


